ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไวและเต็มไปด้วยความคาดหวัง ‘ออฟฟิศ’ สำหรับใครหลายคนอาจไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน แต่กลายเป็นสมรภูมิทางอารมณ์ที่ต้องเผชิญในทุกๆ วัน โดยตัวเลขล่าสุดจาก ‘องค์การอนามัยโลก’ (WTO) สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจนว่า
กลุ่มโรคด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะสูงถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด และเมื่อมองในมิติเศรษฐกิจ ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ก็ฉุดให้วันทำงานของคนทั่วโลกหายไปรวมกันมากถึง 12,000 ล้านวันในรอบปีที่ผ่านมา
เมื่อเขยิบเข้ามาดูสถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูลการประเมินตัวเองผ่านระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต เผยให้เห็นว่า คนวัยทำงานช่วงอายุ 20-59 ปี มากกว่า 11% กำลังเผชิญความเครียดระดับสูง แต่ที่น่าจับตาที่สุดคือกลุ่ม New Jobber หรือคนรุ่นใหม่อายุ 20-29 ปี ซึ่งพบความเครียดระดับสูงถึง 28%
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบปรากฏการณ์ ‘Presenteeism’ หรือ ‘ภาวะที่ตัวนั่งทำงานอยู่ออฟฟิศแต่ใจพังไปแล้ว’ มากถึง 27% โดยการฝืนทำงานในลักษณะนี้ไม่เพียงบั่นทอนคนทำงาน แต่ยังค่อยๆ ลดทอนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างเงียบๆ
นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มองว่า การปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิตเป็นภัยเงียบสะสมไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทางออกเดียวคือ การเปลี่ยนเกราะป้องกันจากการ ‘รอรักษาเมื่อป่วย’ มาเป็นการ ‘ดูแลเชิงรุก’ ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยกำหนดให้เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ
การสร้างระบบนิเวศสุขภาพจิตที่ดี จึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงชุมชน โรงเรียน และที่ทำงาน การผลักดันนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการสร้างความรอบรู้ให้ทุกคนดูแลใจตัวเองได้ รวมถึงการดึงเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วย
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงในการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาสุขภาพแบบองค์รวม Holistic Health Advisor : HHA ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations หรือ เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต