Insight

อัปเดตเทรนด์แต่งบ้านกับ ‘แก๊ป-ธนเวทย์’ จากเวลเนส สู่ยุคสู้ภัยธรรมชาติ แต่ต้องคุ้มค่า เพราะบ้านแพงขึ้น

เทรนด์การแต่งบ้านของคนไทยกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายคนอาจให้ความสำคัญกับความสวยงามเป็นอันดับแรก วันนี้การออกแบบบ้านต้องคิดถึงการใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งการดูแลสุขภาพ การใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น

TRENDHOME-01_0.jpg

แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล ดาราและครีเอเตอร์สายแต่งบ้าน มองว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา รูปแบบการอยู่อาศัยของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปตามไลฟ์สไตล์และสถานการณ์รอบตัว ตั้งแต่กระแส Wellness ที่ทำให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพภายในบ้านมากขึ้น ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นจนต้องคิดเรื่องความคุ้มค่าของพื้นที่ ไปจนถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เริ่มกลายเป็นอีกโจทย์ของการออกแบบบ้านในอนาคต

Wellness มาแรง บ้านต้องดีต่อสุขภาพมากกว่าแค่สวย

หนึ่งในเทรนด์ที่เห็นได้ชัดในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา คือการให้ความสำคัญกับ Wellness หรือสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้คนต้องเผชิญกับปัญหามลภาวะและฝุ่น PM2.5 ทำให้การออกแบบบ้านไม่ได้มองแค่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพด้วย

แก๊ปมองว่า เมื่อผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การออกแบบบ้านก็ต้องตอบโจทย์เรื่องนี้ตามไปด้วย เช่น ระบบกรองอากาศภายในบ้าน ซึ่งอาจไม่ใช่แค่การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศทั่วไป แต่เริ่มมองไปถึงระบบที่สามารถจัดการคุณภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากเรื่องอากาศแล้ว ความสนใจด้านสุขภาพยังส่งผลต่อการออกแบบพื้นที่ออกกำลังกายภายในบ้านด้วย จากเดิมที่อาจมีเพียงอุปกรณ์ออกกำลังกายบางชิ้น ปัจจุบันเริ่มเห็นการออกแบบพื้นที่สำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะมากขึ้น รวมถึงการคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถออกกำลังกายได้แม้มีพื้นที่จำกัด

ขณะเดียวกัน พื้นที่ใช้ชีวิตภายในบ้านก็เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของคนเช่นกัน อย่างห้องนั่งเล่นที่ในอดีตมักมีโซฟาและโทรทัศน์เป็นองค์ประกอบหลัก แต่วันนี้ผู้คนมีวิธีพักผ่อนและเสพความบันเทิงหลากหลายขึ้น ทั้งการดูซีรีส์ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง การใช้แท็บเล็ต หรือการทำกิจกรรมอื่น ๆ ทำให้รูปแบบเฟอร์นิเจอร์และการจัดพื้นที่ต้องปรับตามไปด้วย

อีกหนึ่งพื้นที่ที่แก๊ปสังเกตเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงคือห้องครัว โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บอาหารแห้งหรือ Pantry ซึ่งบางบ้านออกแบบเป็นห้องเก็บของโดยเฉพาะ มีชั้นวางแบ่งหมวดหมู่คล้ายซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้หยิบใช้และจัดเก็บได้สะดวก สะท้อนให้เห็นว่าคนเริ่มให้ความสำคัญกับรายละเอียดของการใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น

บ้านแพงขึ้น พื้นที่เล็กลง ต้องเน้นความคุ้มค่า

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่แก๊ปสังเกตเห็นคือความสนใจบ้านขนาดเล็กลง โดยเฉพาะบ้านชั้นเดียวหรือบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่มาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น

แก๊ปมองว่า ปัจจุบันคนเริ่มคิดถึงความคุ้มค่ามากขึ้น เพราะต้นทุนการสร้างบ้านปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ว่า ในช่วงเริ่มต้นทำคอนเทนต์เกี่ยวกับบ้าน ต้นทุนก่อสร้างอาจอยู่ที่ประมาณ 15,000-20,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ปัจจุบันอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อตารางเมตร

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้คนที่เคยมีงบประมาณสร้างบ้านประมาณ 5-10 ล้านบาท อาจต้องขยับงบประมาณขึ้นไปถึง 15-20 ล้านบาท หากต้องการบ้านในขนาดและรูปแบบใกล้เคียงกับที่เคยคาดหวังไว้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้บริโภคจึงต้องกลับมาคิดว่าจะลดขนาดบ้านลงได้หรือไม่ หรือเลือกสร้างเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริง แทนการสร้างบ้านให้มีพื้นที่เผื่อไว้จำนวนมากเหมือนในอดีต

นอกจากขนาดบ้านแล้ว การเลือกวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเริ่มให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความทนทาน และระยะเวลาการใช้งานมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ต้องจ่ายเงินเพื่อสร้างบ้านให้เสร็จ แต่ยังต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาวด้วย

อย่างไรก็ตาม การประหยัดงบประมาณไม่ได้หมายความว่าคนจะต้องลดความสำคัญของดีไซน์ลง เพราะปัจจุบันยังมีทางเลือกของเฟอร์นิเจอร์ที่มีทั้งคุณภาพ รูปแบบสวยงาม และราคาเข้าถึงได้มากขึ้น

แก๊ปยกตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ที่ผู้ซื้อสามารถนำกลับไปประกอบเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและการติดตั้ง ทำให้แบรนด์สามารถนำเสนอสินค้าในราคาที่เหมาะสมขึ้น โดยผู้บริโภคยังได้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์และใช้งานได้ดี

โจทย์ของการแต่งบ้านในวันนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างความสวยงามกับความประหยัดอีกต่อไป แต่เป็นการหาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้มากที่สุด

Organize บ้านให้เป็นระบบ ตอบโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไป

นอกจากเรื่องขนาดพื้นที่แล้ว การจัดระเบียบบ้านก็เป็นอีกเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยแก๊ปมองว่าความท้าทายสำคัญของคนไทยคือการตัดใจทิ้งสิ่งของ เพราะหลายคนมักเก็บของไว้จนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม การจัดบ้านไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของไปเก็บให้พ้นสายตาเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างระบบจัดเก็บที่ชัดเจน ตั้งแต่การแบ่งหมวดหมู่ การกำหนดตำแหน่งของสิ่งของ ไปจนถึงการทำให้สามารถหยิบออกมาใช้งานและนำกลับไปเก็บได้สะดวก

หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี แม้สิ่งของจะถูกวางอย่างเป็นระเบียบ แต่เมื่อถึงเวลาต้องใช้งานก็อาจหาไม่เจอ หรือไม่รู้ว่าควรนำกลับไปเก็บไว้ตรงไหน

แก๊ปมองว่า การบริหารจัดการที่ดีจึงไม่ใช่แค่การทำให้บ้านดูสวยหรือเป็นระเบียบเหมือนภาพในโซเชียลมีเดีย แต่ต้องช่วยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในบ้านให้สะดวกขึ้นด้วย

อีกแนวคิดที่แก๊ปให้ความสำคัญคือการจัดบ้านให้เป็นตัวเอง เพราะบ้านไม่ควรมีรูปแบบตายตัว แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของชีวิต เมื่อคนในครอบครัวมีอายุมากขึ้น มีลูก หรือมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่อาศัย รูปแบบการใช้พื้นที่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

การจัดบ้านจึงไม่ใช่การออกแบบครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการปรับพื้นที่ให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

บ้านยุคใหม่ต้องคิดเผื่อภัยธรรมชาติ รับมือน้ำท่วมและแผ่นดินไหว

นอกจากเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเข้ามามีบทบาทต่อการออกแบบบ้านในอนาคตคือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

แก๊ปมองว่า แนวคิดการออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติจะได้รับความสนใจมากขึ้น แม้อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบบ้านอย่างชัดเจนในทันที แต่ผู้ที่กำลังวางแผนสร้างบ้านน่าจะต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

ตัวอย่างเช่น หากพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม อาจต้องคิดถึงการยกระดับตัวบ้าน การออกแบบพื้นที่ใต้ถุนเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้เมื่อเกิดน้ำท่วม รวมถึงการเลือกวัสดุบริเวณชั้นล่างที่สามารถทนต่อความชื้นและน้ำได้ดี

ขณะที่พื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว ก็ต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างและความปลอดภัยมากขึ้น

แก๊ปมองว่า ในอนาคตการออกแบบบ้านอาจไม่สามารถเน้นเพียงความสวยงามหรือความต้องการเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่ต้น

บ้านที่ดีต้องยืดหยุ่นตามชีวิต ไม่จำเป็นต้องสร้างเผื่อทุกอย่าง

สำหรับคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้านหรือตกแต่งบ้าน แก๊ปแนะนำว่าควรเริ่มจากการมองความต้องการของตัวเองให้รอบด้าน ทั้งการใช้งานในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เพราะบ้านไม่ได้มีรูปแบบการใช้งานเหมือนเดิมตลอดไป เมื่อคนในครอบครัวมีอายุมากขึ้น มีลูก หรือมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่อาศัย รูปแบบการใช้พื้นที่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การออกแบบบ้านให้ยืดหยุ่นไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างพื้นที่เผื่อไว้ให้มากที่สุด แต่ควรคิดถึงการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า

แก๊ปมองว่า ในอดีตคนอาจมีแนวคิดว่าควรสร้างบ้านเผื่อไว้ก่อน เพราะกลัวว่าวันหนึ่งพื้นที่จะไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันอาจต้องกลับมาคิดใหม่ว่าอะไรคือพื้นที่ที่จำเป็นจริง ๆ และจะออกแบบอย่างไรให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ในอนาคต

ท้ายที่สุด การแต่งบ้านจึงไม่ควรมีรูปแบบตายตัว แต่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของชีวิต เพราะบ้านที่ตอบโจทย์ที่สุดอาจไม่ใช่บ้านที่ใหญ่ที่สุดหรือสวยที่สุด แต่เป็นบ้านที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับคนอยู่อาศัยได้ในทุกช่วงชีวิต