Insight

อินโดนีเซีย ลุย “กฎหมายฮาลาลใหม่” ตั้งกำแพงการค้า-คุมสินค้านำเข้า บีบทุนต่างชาติลงทุนในประเทศ คาด "ผู้ประกอบการไทย" กระทบบางส่วน

13516.jpg

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า อินโดนีเซียเป็นตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่สุดในอาเซียน มีมูลค่าประมาณ 1.05–1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7.2% ของ GDP เฉพาะครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวกว่า 6% YoY (อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย) ปัจจัยหลักมาจาก จำนวนประชากรมากกว่า 288 ล้านคน และการขยายตัวของชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูง (Middle to Upper Income) ซึ่งมีจำนวนมากถึง 30% หรือคิดเป็นกว่า 90 ล้านคน ซึ่งหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภายใต้โอกาสทางการค้ามหาศาลนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียกลับยกระดับมาตรการ "Halal Economy" และกฎระเบียบการนำเข้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ พร้อมกดดันให้ทุนต่างชาติสลัดภาพ "ผู้ส่งออก" แล้วหันมา "ตั้งโรงงานลงทุน" ภายในประเทศแทน ซึ่งอาจ 'กระทบผู้ประกอบการไทยบางส่วน'

13515.jpg

เข้มกฎหมายฮาลาลใหม่ บังคับใช้ 17 ต.ค. นี้

อินโดนีเซียได้เปลี่ยนผ่านจากการมองเรื่องฮาลาลเป็นเพียงมิติทางศาสนาไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ผ่าน "Halal Economy" อย่างเต็มรูปแบบ โดยกฎหมายฮาลาลฉบับใหม่ และมาตรการของหน่วยงานรับรองฮาลาลอินโดนีเซีย (BPJPH) บังคับให้สินค้าอุปโภคบริโภค Food & Beverage รวมถึงเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้องเข้าสู่ระบบรับรองฮาลาล หากสินค้าใดไม่อนุญาตให้ทำฮาลาลหรือไม่ผ่านเกณฑ์ รัฐบาลบังคับให้ต้องติดฉลากระบุคำว่า "NON-HALAL" หรือแจ้งส่วนประกอบอย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ สินค้าที่อยู่กึ่งกลางหรือไม่มีเครื่องหมายชัดเจนจะไม่สามารถวางจำหน่ายบนเชลฟ์ได้อีกต่อไป

ใช้มาตรการการค้าดึง FDI

นอกจากการใช้กฎหมายฮาลาลเป็นเครื่องมือควบคุมมาตรฐานแล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียยังออกมาตรการที่เข้มงวดเพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้า และป้องกันปัญหาการทุ่มตลาดสินค้าราคาถูก 1.อุปสรรคการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) การออกใบอนุญาตมีความซับซ้อนขึ้นมาก บีบให้คู่ค้าต่างชาติรับภาระความเสี่ยง 2.นโยบายบีบลงทุน รัฐบาลเอาจริงกับการดึงเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) เห็นได้ชัดจากกรณีของยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple ที่ถูกสั่งห้ามจำหน่าย iPhone 16 ในประเทศทันที เมื่อปี 2024 จากกรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญาการลงทุนในท้องถิ่น 3.การเปิดรับการลงทุนในกลุ่มบริการ เปิดเขต Indonesia Health City เพื่อดึงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างโรงพยาบาล นำเข้าบุคลากรทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ทุนไทยทั้งภาคการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ ต่างเร่งเข้ามาแอคทีฟด้วยการตั้งบริษัท Trading และร่วมลงทุนในท้องถิ่นเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้า

ทางออกและโอกาสของ “สินค้าไทย” ในตลาดอินโดนีเซีย

แม้ผู้ประกอบการไทยจะเผชิญความท้าทายเรื่องระบบรับรองฮาลาลไทยที่ยังมีขั้นตอนช้าในระดับรายสินค้า และปัญหาข้อตกลง MRA ที่ต้องเร่งรัดกระบวนการให้ทันกาล แต่ "ความนิยมในสินค้าไทย" ของคนอินโดนีเซียยังคงอยู่ในระดับสูงมาก เช่น แบรนด์เถ้าแก่น้อย, เบนโตะ, มาลี, มาม่า เพื่อคว้าโอกาสในตลาดฮาลาลที่มีมูลค่าสูง ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์ดังนี้ 1.เปลี่ยนจากการส่งออก เป็นการร่วมทุนหรือตั้งโรงงานผลิตในอินโดนีเซีย ใช้ฐานการผลิตในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา Import License และกฎหมายฮาลาล พร้อมเจาะประชากร 288 ล้านคนได้โดยตรง 2.ชูจุดแข็งเทคโนโลยีที่อินโดนีเซียยังไม่มี เนื่องจากเทคโนโลยีแปรรูปเพื่อยืดอายุสินค้าในอินโดนีเซียยังต้องการการพัฒนา ดังนั้น นวัตกรรม เช่น Freeze-Dried ของไทยจึงตอบโจทย์ทั้งการถนอมอาหารและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบท้องถิ่น 3.เร่งความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) ภาครัฐไทยจำเป็นต้องเข้ามารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการประสานงานข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร สัตว์ ผัก และผลไม้ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้ที่กำลังรุกหนักในตลาดนี้ 4.นำเสนอสินค้าไทยยูนีค (Unique) และวางตำแหน่งสินค้า (Positioning) เหมาะสมกับกำลังซื้อเดิมในท้องถิ่น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้อย่างยั่งยืน สำหรับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการไทยขยายโอกาสสู่ตลาดส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค ผ่านงาน Food Ingredients Asia 2026 (Fi Asia Indonesia 2026) ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2026 ณ Jakarta International Expo (JIExpo) กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันช่วยผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียได้อีกทาง